พินสะดุ่ย View my profile

บ้านใต้สะพาน

posted on 02 Jul 2012 01:29 by sassygirl directory Fiction, Idea

บ้านใต้สะพาน

            แสงไฟจากหน้าจอโน้ตบุคที่ส่องสว่างอยู่ชวนให้รู้สึกเหนื่อยล้า กองกระดาษระเกะระกะที่วางเกลื่อนอยู่ชวนให้รู้สึกอ่อนเพลีย ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางใช้มือคลึงที่ขมับเบาๆ จากอาการปวดหัวตุ้บๆ โปรเจ็คสร้างรถไฟฟ้าโปรเจ็คนี้ช่างยาวนานนัก แต่ถ้าถามถึงค่าแรงที่ได้รับก็นับว่าคุ้มกับความเหนื่อยและความเครียดที่เผชิญอยู่ โปรเจ็คนี้เป็นงานยักษ์ของรัฐบาลเพื่ออำนวยความสะดวกต่อวิถีชีวิตคนกรุงแบบผม ดังนั้นอะไรเล็กๆน้อยๆที่ขวางอยู่ ก็ต้องกำจัดออกไปให้พ้นๆทาง คนส่วนใหญ่คงเห็นด้วยกับสิ่งอำนวยความสะดวกสิ่งใหม่นี้ ผมก็เหมือนกัน เวลาไปทำงาน จะได้ไม่ต้องมานั่งรถติดให้เสียเวลา แต่เหรียญมีสองด้าน กลุ่มคนเล็กๆที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ยังมี ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการร้องเรียนใดๆ เพราะชาวกรุงอย่างเราๆเห็นว่าโปรเจ็คนี้ เป็นโปรเจ็ค “เพื่อส่วนรวม” โดยแท้จริง

            ผมได้รับมอบหมายให้ไปสำรวจสถานที่ก่อสร้างบริเวณริมน้ำใต้สะพานแห่งหนึ่ง เส้นทางรถไฟฟ้าต้องพาดผ่านบริเวณนี้ ดังนั้นจึงต้องเคลียร์พื้นที่ให้พร้อม พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ริมน้ำคล้ายกับป่าขนาดย่อมๆ มีกองผักตบที่ถูกซัดมากระทบฝั่ง พงหญ้ารกๆขึ้นสูง ศาลพระภูมิหักๆวางเอียงกะเทเร่อยู่ตรงโคนต้นไม้ใหญ่ สุนัขจรจัดออกลูกออกหลานเต็มไปหมด ดูเป็นพื้นที่รกร้างที่ไม่มีใครสนใจ แต่ที่น่าแปลกคือ ที่ตรงนี้ไม่มีขยะเลยสักชิ้นเดียว...
ลำพังแค่การเคลียร์พื้นที่เป็นงานที่ไม่หนักหนาเท่าใดนัก แค่ถางหญ้าและโค่นต้นไม้สองสามต้น แต่ที่เป็นปัญหาคือ พื้นที่ตรงนี้กลับมีลุงแก่ๆคนหนึ่งอาศัยอยู่

            ลุงมีสภาพเหมือนคนไร้บ้านทั่วไป แต่งตัวมอซอ ท่าทางสกปรกรกรุงรัง ทีแรกผมไม่ได้สนใจลุงเท่าไรนัก คิดว่าคงเป็นแค่คนจรจัดที่เทียวไปเทียวมา แต่จนแล้วจนรอดผ่านไปสองวัน พวกเราก็ยังไม่สามารถเริ่มงานกันได้เพราะลุงไม่ยอมย้ายออกไป ทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็บอกว่าจัดที่พักใหม่ที่ดีกว่านี้ สบายกว่านี้และสะอาดกว่านี้ให้แล้ว แต่ลุงก็ยังดื้อดึงและไม่ยอม ทำเอาผมหงุดหงิดกับความรั้นที่ส่งผลให้งานล่าช้าและเสียเวลา ลุงบอกว่าที่นี่มันเป็นบ้านของลุง ลุงอยู่ที่นี่มา 30 กว่าปีแล้ว และจะอยู่ต่อไป ผมรู้สึกหัวเสียกับคำพูดของลุงมาก “บ้าน” ที่ลุงเรียก มีเพียงสังกะสีมาวางพาดกันเป็นเพิง ภายในมีแค่แคร่ไม้เก่าๆเอาไว้นอน ส่วนข้าวของเครื่องใช้ก็วางระเกะระกะอยู่บนดินชื้นๆที่มีสุนัขจรจัดฝูงหนึ่งร่วมอาศัยอยู่ มีสะพานคอนกรีตขนาดใหญ่พาดผ่านเป็นหลังคาคุ้มศีรษะ และรายล้อมไปด้วยพงหญ้าสูงท่วมหัว ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นบ้านตรงไหน บ้านพักที่ทางรัฐจัดให้น่าอยู่ และสุขสบายกว่านี้หลายร้อยหลายพันเท่านัก ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลุงถึงยังดึงดันที่จะอยู่ที่นี่ต่อ

            รุ่งเช้าของวันที่สามพวกเราก็ต้องปวดหัวกับลุงอีกครั้ง คนงานเคลียร์พื้นที่ไม่สามารถทำงานได้ เพราะลุงไม่ยอมออกไปจากเพิงสังกะสีของแก พวกเราก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรที่จะใช้กำลังกับคนแก่ๆที่ไม่มีทางสู้ เราจึงเคลียร์พื้นที่รอบๆ ถางหญ้า โค่นต้นไม้ลงและพาฝูงหมาไปไว้ที่อื่น ระหว่างที่พวกเรากำลังทำงาน ผมสังเกตเห็นสีหน้าเศร้าหมองของลุงที่กำลังมองสภาพแวดล้อมรอบๆตัวที่แปรเปลี่ยนไป ในนาทีนั้นผมรู้สึกสงสารลุงขึ้นมาจับใจ อะไรที่ทำให้ลุงผูกพันกับที่สถานแห่งนี้มากมายขนาดนั้น

            วันนี้เป็นวันสุดท้ายสำหรับการเคลียร์พื้นที่ และเป็นวันสุดท้ายที่ลุงจะสามารถอยู่ที่นี่ได้ ผมยืนมองคนงานกำลังรื้อเพิงของลุงด้วยความรู้สึกหดหู่แบบแปลกๆ พื้นที่ตรงนี้จากตอนแรกที่มีแต่หญ้ารกๆ กองผักตบ และฝูงหมาจรจัด ตอนนี้กลับกลายเป็นที่ดินโล่งๆดูแห้งแล้งรอให้ทำการก่อสร้าง แต่ผมไม่เห็นลุงเลย ไม่รู้ว่าแกไปอยู่ที่ไหน ผมคิดว่าแกอาจจะย้ายออกไปแล้วก็ได้  วันนั้นผมอยู่คุมงานถึงเย็นจนลูกน้องกลับไปหมด ผมจึงได้เห็นแสงไฟริบหรี่กระพริบมาจากใต้สะพาน

            ....ลุงนั่นเอง...  ผมเดินไปหาลุงช้าๆ เห็นแกกำลังเดินวนไปวนมาอยู่ตรงบริเวณที่เคยเป็นเพิงของแก เหมือนกำลังบันทึกภาพเก่าๆของสถานที่แห่งนี้ลงไปในความทรงจำ ผมถามลุงไปว่า ลุงกลับมาเอาของเหรอ ลุงส่ายหน้า และบอกว่า ลุงกลับมาดูที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย ผมรู้สึกจุกในอกแปลกๆ ลุงแกผูกพันกับใต้สะพานแห่งนี้มากจริงๆ

            ผมถามลุงว่าลุงไม่อยากย้ายไปอยู่ที่ที่ดีกว่านี้เหรอ ทางรัฐเขาจัดบ้านให้ลุงด้วยนะ เป็นบ้านหลังๆเลย มีห้องมีเฟอร์นิเจอร์พร้อม ลุงไม่ต้องอยู่แบบลำบากๆที่ใต้สะพานอีกแล้ว ย้ายไปอยู่บ้านแบบที่เป็น “บ้าน” จริงๆน่ะ

            ลุงยิ้มส่ายศีรษะ แล้วหันมาถามคำถามหนึ่งที่ทำให้ผมนิ่งไป แล้วบ้านแบบที่เป็นบ้านจริงๆน่ะ เป็นยังไงเหรอหนุ่ม?  ผมคิดสักพักแล้วตอบว่า ก็เป็นบ้านแบบที่ลุงอยู่แล้วมีความสุขไง มีแอร์ มีเฟอร์นิเจอร์ มีห้องนอนสวยๆ มีเครื่องอำนวยความสะดวก มีบริเวณบ้าน แต่ลุงดูสิ ใต้สะพานแบบนี้ไม่เห็นจะมีอะไรเลย

            ลุงยิ้มอีกรอบและเล่าให้ฟังว่า ลุงอยู่ตัวคนเดียวและอยู่ที่นี่มา 30 กว่าปีแล้ว มันเป็นบ้านของลุง ลุงอยู่ที่นี่แล้วมีความสุข ไม่มีภาระใดๆต้องรับผิดชอบ ไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใคร ฝูงหมาที่ถูกพาไปก็เป็นเพื่อนเล่นกับลุง ลุงเป็นคนให้อาหารมันเอง มันรักลุง ลุงเองก็รักมัน เช้าๆเวลามีนักเรียนเดินผ่านลุงก็ชอบมองตามเด็กๆพวกนั้น จนตอนนี้บางคนโตมีลูกมีหลานแล้วก็มี ลุงชอบมองแม่น้ำ ยิ่งเวลาพระอาทิตย์ตก แสงแดดส่องกระทบแม่น้ำระยิบระยับสวยงามเหลือเกิน เวลากลางคืนก็เงียบสงบ ถึงจะมีเสียงพวกหมาเห่าบ้าง แต่ก็สนุกดี แล้วที่พื้นที่ตรงนี้ไม่มีขยะก็เพราะลุงดูแล ลุงอยู่ที่นี่แล้วสบายใจ ลุงรักพื้นที่ตรงนี้ ถ้าหนุ่มบอกว่า ”บ้าน” คือที่ที่อยู่แล้วมีความสุข ลุงอยู่ที่นี่ก็มีความสุขดี แบบนี้ ที่นี่ก็เป็นบ้านของลุง ไม่ถูกเหรอ?

...บ้านในความคิดของลุง ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังใหญ่ มีเครื่องเรือนสวยๆแพงๆ มีราคาเป็นแสนเป็นล้าน แต่บ้านคือที่ที่อยู่แล้วอบอุ่น มีความสุข ไม่ว่าที่ไหน ถึงไม่มีของมีค่าอะไร ถ้าสุขใจที่จะอยู่ แค่นั้นมันก็คือ “บ้าน” สำหรับลุงแล้วล่ะ...
 

            ผมนิ่งเงียบกับคำตอบของลุง แล้วหันมองรอบๆตัว อาจจะจริงของลุง ที่นี่เงียบสงบ อยู่แล้วสบายใจ ไม่ต้องมีบ้านสวยๆหลังใหญ่โตอะไรมากมาย ก็มีความสุขแบบพอดีๆได้เหมือนกัน  ผมเริ่มเข้าใจแล้ว ระยะเวลา 30 กว่าปีทำให้สถานที่นี้เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตลุงนั่นเอง ระหว่างที่ผมกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ลุงลุกขึ้นยืนพร้อมกับย่ามโทรมๆหนึ่งใบ แกหันหลังและเริ่มออกเดิน

            ลุง...แล้วต่อจากนี้ไปลุงจะไปอยู่ไหนละ? ไม่ไปอยู่บ้านที่รัฐจัดให้เหรอ? ลุงหันมายิ้มให้ผมนิดนึง พร้อมกับส่ายหน้าช้าๆด้วยสีหน้าที่ผมไม่อาจคาดเดาได้ แกตอบว่า ลุงก็ไม่รู้หรอก แต่ลุงต้องไปแล้วล่ะ... สิ้นคำพูดลุง แกก็หันหลังแล้วเดินจากไป

            ผมลุกขึ้นยืนช้าๆ และมองตามแผ่นหลังลุงจนลับสายตาไป... พร้อมกับภายในใจที่รู้สึกหนักอึ้ง...     


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไม่ได้อัพบลอคตั้งนาน เอาเรื่องแต่งส่งอาจารย์มาแปะให้อ่านค่ะ

ให้เขียนเรื่อง Dramatic หัวข้อเพื่อน หรือไม่ก็ บ้าน   เราเลือกบ้าน เพราะเราไม่อยากเขียนเพื่อน 55555
เขียนเพื่อนมันดูจำเจไงไม่รู้

ตอนคิดเรื่องบ้านนี่ก็พยายามหลีกเลี่ยงแนวโลกสวยแล้ว แต่ก็ยังโลกสวยอยู่ดี.... แต่ก็ไม่ได้สวยมากเท่าไหร่เนอะ เพราะตอนจบไม่ได้แฮปปี้เอ็นดิ้ง 

งานนี้ต้องขอบคุณแต้วที่มาร่วมคิดพล็อต ไม่ได้แต้วเราคงงมโข่งกับพล็อตโลกสวยต่อไป.......

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  

Comment

Comment:

Tweet

55555+ งั้นคราวหน้าจะดาร์กขึ้น  เอามาหักล้างกับโลกสวย

#2 By MyFairy on 2012-07-02 20:48

Hot! ....บ้านอบอุ่นๆ สร้างยากกว่าบ้านสวยๆ เยอะ
surprised smile 'bike cool!'

#1 By tawato on 2012-07-02 08:12